คริสต์ศาสนจักรออร์โธด็อกซ์

ประวัติความเป็นมา

สองพันกว่าปีมาแล้ว พระเยซูบุตรแห่งพระเจ้าเสด็จมาเยือนเพื่อไถ่บาปให้มนุษย์ และทรงก่อตั้งคริสต์ศาสนจักรผ่านทางอัครสาวกและเหล่าสานุศิษย์ในเวลาต่อมาบรรดาสาวกของพระองค์ออกไปเผยแพร่ศาสนาและคำสอนตามที่ต่างๆ พวกท่านได้ก่อตั้งโบสถ์หลายแห่ง รวมตัวกันด้วยความศรัทธา การสักการะบูชา และการเข้าร่วมพิธีศักดิ์สิทธิ์ของศาสนจักร (ในภาษาอังกฤษ ออร์โธด็อกซ์เรียกพิธีศักดิ์สิทธิ์ว่า Mysteries ส่วนทางตะวันตกเรียกว่า Sacraments)

โบสถ์ที่ก่อตั้งโดยอัครสาวกของพระองค์ประกอบไปด้วย สังฆมณฑลแห่งคอนสแตนติโนเปิ้ล อเล็กซานเดรีย อันติโอเกีย เยรูซาเล็ม และโรม ศาสนจักรแห่งคอนสแตนติโนเปิ้ลก่อตั้งโดยนักบุญแอนดรูว์ศาสนจักรแห่งอเล็กซานเดรียก่อตั้งโดยนักบุญมาร์ค ศาสนจักรแห่งอันติโอเกียก่อตั้งโดยนักบุญพอลศาสนจักรแห่งเยรูซาเล็มก่อตั้งโดยนักบุญปีเตอร์และนักบุญเจมส์ศาสนจักรแห่งโรมก่อตั้งโดยนักบุญปีเตอร์และนักบุญพอลต่อมาศาสนจักรเหล่านี้เผยแพร่ศาสนาออกไปและก่อตั้งศาสนจักรต่างๆ ขึ้นอีกได้แก่ ศาสนจักรแห่งซีนาย รัสเซีย กรีซ เซอร์เบีย บัลกาเรีย โรมาเนีย ฯลฯ

ศาสนจักรเหล่านี้มีรูปแบบการปกครองเป็นอิสระต่อกัน เว้นแต่ศาสนจักรแห่งโรมซึ่งต่อมาในปี ค.. 1054 แยกตัวจากศาสนจักรอื่นๆ ศาสนจักรที่เหลือมีความศรัทธาร่วมกันในคำสอน ธรรมเนียม ศีล พิธีสวด และพิธีต่างๆ รวมเรียกศาสนจักรเหล่านี้ว่า ศาสนจักรดั้งเดิม (ออร์โธด็อกซ์)

คำสอนของศาสนจักรมีที่มาจากสองแหล่งคือ พระคัมภีร์ไบเบิ้ลและประเพณีศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นทั้งรากฐานของการบันทึกพระคัมภีร์และเป็นทั้งแนวทางในการตีความพระคัมภีร์ ดังที่บันทึกไว้ในพระวรสารนักบุญจอห์นว่า «ยังมีอีกหลายสิ่งที่พระเยซูทรงทำ แต่ถ้าจะเขียนไว้หมด ข้าพเจ้าคาดว่าโลกทั้งใบก็ไม่น่าจะพอสำหรับหนังสือเหล่านั้น« (จอห์น 21:25) คำสอนมากมายจึงถ่ายทอดโดยเหล่าอัครสาวกด้วยวิธีมุขปาฐะผ่านทางประเพณีศักดิ์สิทธิ์

คำว่า «ออร์โธด็อกซ์» (Orthodox) มีความหมายตามตัวอักษรว่า คำสอนหรือการสักการะที่ถูกต้อง มาจากคำในภาษากรีกสองคำคือ orthosแปลว่าถูกต้อง และ doxa แปลว่าคำสอนหรือการสักการะ เนื่องจากในช่วงยุคต้นของศาสนาคริสต์ มีการเผยแพร่คำสอนที่ผิด ทำให้เกิดความคลุมเครือและเป็นภัยต่ออัตลักษณ์ของศาสนจักร จึงมีการนำคำว่าออร์โธด็อกซ์มาใช้เพื่อระบุถึงศาสนจักรดั้งเดิมที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องความจริง ต่อต้านการสอนที่ผิดและความแตกแยก มีจุดประสงค์เพื่อปกป้องชาวคริสต์และสรรเสริญพระเยชูผู้ทรงเป็นหลักของศาสนา

ในปัจจุบันมีนิกายจำนวนมากอ้างว่าสืบทอดมาจากศาสนาคริสต์ดั้งเดิมแต่จะพิสูจน์ได้ก็ต่อเมื่อนำสิ่งที่นิกายเหล่านี้อ้างมาเทียบกับความเชื่อดั้งเดิมของศาสนาคริสต์ ถึงแม้เรามีสิทธิ์ในการเลือกเชื่อ แต่เราก็ควรมีความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ เพื่อจะเลือกได้อย่างสมเหตุสมผล

หวังว่าคำอธิบายที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้สามารถช่วยแนะนำเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ผ่านการถ่ายทอดจากเหล่าอัครสาวกของพระเยซู ต่อไปนี้คือเกณฑ์วัดความจริงของศาสนาคริสต์ซึ่งใช้ตรวจสอบความเชื่อต่างๆ

คำสอน

พระบิดาคือแหล่งกำเนิดพระตรีเอกานุภาพพระคัมภีร์เผยว่าพระเจ้าหนึ่งเดียว ประกอบไปด้วยสามพระบุคคลคือพระบิดาพระบุตรและพระจิตสามพระบุคคลนี้มีลักษณะความเป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวชั่วนิรันดร์จากพระบิดาก่อให้เกิดพระบุตรก่อนกาลเวลาทั้งหลาย(บทสดุดี2:7; II โครินธ์11:31) จากพระบิดาบังเกิดพระจิต(จอห์น15:26) พระบิดาทรงเนรมิตทุกสิ่งผ่านทางพระบุตรด้วยอำนาจพระจิต(ปฐมกาล1 และ2; จอห์น1:3; โยบ33:4) และพวกเราได้รับมอบหมายให้สักการะบูชาพระองค์(จอห์น4:23) พระบิดาทรงรักพวกเราและทรงส่งพระบุตรมามอบชีวิตนิรันดร์ให้แก่พวกเรา(จอห์น3:16)

พระเยซูคริสต์คือพระบุคคลที่สองของพระตรีเอกานุภาพทรงบังเกิดจากพระบิดาก่อนกาลเวลาพระองค์ทรงรับเป็นมนุษย์ดังนั้นทรงเป็นทั้งเป็นพระเจ้าและมนุษย์โดยสมบูรณ์ผู้เผยพระวัจนะได้พยากรณ์ถึงการเสด็จมาของพระองค์ในพระคัมภีร์ฉบับพันธสัญญาเดิมเนื่องจากพระเยซูทรงเป็นหลักแห่งศาสนาคริสต์ศาสนจักรออร์โธด็อกซ์จึงให้ความสำคัญในการรู้จักพระองค์มากกว่าสิ่งใด

ในหลักข้อเชื่อไนซีนศาสนจักรออร์โธด็อกซ์มักยืนยันความเชื่อทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับพระเยซูโดยกล่าวว่า«ข้าพเจ้าเชื่อในพระองค์เดียวพระเยซูพระบุตรแห่งพระเจ้าผู้ทรงเป็นพระบุตรพระองค์เดียวของพระเจ้าทรงบังเกิดจากพระบิดาก่อนกาลเวลาและกัลปจักรวาลทั้งมวลแสงสว่างจากแสงสว่างพระเจ้าแท้จากพระเจ้าแท้ทรงบังเกิดไม่ได้ถูกสร้างขึ้นทรงเป็นสาระเดียวกันกับพระบิดาทรงสร้างสรรพสิ่งเสด็จลงมาแต่สวรรค์เพื่อไถ่บาปให้มนุษย์ทรงรับเป็นมนุษย์โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ทางมารีย์สาวพรหมจารีทรงสภาพมนุษย์และทรงถูกตรึงที่ไม้กางเขนโดยคำสั่งของปอนติอุสปิลาตุสทรงทุกข์ทรมานจนสิ้นพระชนม์ถูกบรรจุไว้ในอุโมงค์และในวันที่สามทรงฟื้นคืนพระชนม์ตามที่คัมภีร์ทำนายไว้เสด็จขึ้นสวรรค์ประทับเบื้องขวาของพระบิดาพระองค์จะเสด็จมาอีกด้วยพระสิริเพื่อพิพากษาคนเป็นและคนตายพระราชอาณาจักรของพระองค์ไม่รู้สิ้นสุด«

การรับเป็นมนุษย์หมายถึงการที่พระเยซูทรงรับสภาพมนุษย์«มีเลือดเนื้อ«พระบุตรแห่งพระเจ้าทรงรับลักษณะความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ผ่านทางครรภ์พระแม่มารีย์ผู้ทรงพรหมจรรย์พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพระองค์เดียวทรงมีความเป็นพระเจ้าโดยสมบูรณ์จากพระบิดาและทรงมีความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์จากพระแม่มารีย์ผู้ทรงพรหมจรรย์การรับเป็นมนุษย์ทำให้พระองค์ทรงมีลักษณะของทั้งพระเจ้าและมนุษย์ในพระองค์เดียวชั่วนิรันดร์พระบุตรผู้ซึ่งมีความไม่จำกัดของพระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่จะยอมรับความจำกัดในธรรมชาติของมนุษย์ทำให้พระองค์ต้องเผชิญกับความหิวความกระหายความเหนื่อยล้าและในที่สุดคือความตายการรับเป็นมนุษย์ของพระองค์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคริสตศาสนาเพราะถ้าพระองค์ไม่ทรงรับเป็นมนุษย์ก็คงไม่มีศาสนาคริสต์พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า«ไม่มีวิญญาณใดที่จะไม่ยอมรับว่าพระเยซูที่มีเลือดเนื้อนั้นคือพระเจ้า» (I จอห์น4:3) การรับเป็นมนุษย์ทำให้พระองค์ได้ไถ่บาปให้มนุษย์การไถ่บาปนี้สำหรับผู้ที่เชื่อและติดตามพระองค์

พระจิตศักดิ์สิทธิ์เป็นพระบุคคลในพระตรีเอกานุภาพและเป็นสาระเดียวกันกับพระบิดาชาวคริสต์ออร์โธด็อกซ์มักปฏิญาณว่า«ข้าพเจ้าเชื่อในพระจิตพระผู้ให้กำเนิดชีวิต สืบมาจากพระบิดาพระผู้ซึ่งเราสักการะบูชาสรรเสริญพร้อมกันกับพระบิดาและพระบุตร«เรียกว่า«สัญญาแห่งพระบิดา» (กิจการ1:4) พระเยซูทรงมอบพระจิตให้เป็นสิ่งประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่ศาสนจักรเพื่อให้อำนาจศาสนจักรในการประกอบพิธีสักการะบูชาพระเจ้า(กิจการ1:8) เพื่อประทานความรักของพระเจ้าในใจพวกเรา(พระธรรมโรม5:5) และเพื่อประทานพระพรวิญญาณบริสุทธิ์(I โครินธ์12:7-13) และคุณธรรม(กาลาเทีย5:22, 23) ในชีวิตและการเป็นประจักษ์พยานชาวคริสต์ออร์โธด็อกซ์เชื่อตามพระคัมภีร์ว่า เรารับพระจิตผ่านการเจิมในพิธีรับศีลแรก(กิจการ2:38) และพระจิตจะทรงสถิตอยู่กับเราไปตลอดชีวิต

บาปแปลตามตัวอักษรว่า«ผิดพลาด» นักบุญพอลเขียนว่า«มนุษย์ทุกคนมีบาปกำเนิดและเหินห่างจากพระเจ้า« (พระธรรมโรม3:23) เราทำบาปเมื่อเราบิดเบือนสิ่งที่พระเจ้าตรัสว่าดีเราห่างเหินจากพระประสงค์ของพระองค์บาปของเราแยกเราออกจากพระเจ้า(อิสยาห์59:1, 2) ทำให้จิตวิญญาณของเราตาย(เอเฟซัส2:1) พระบุตรทรงรับความเป็นมนุษย์และทรงดำรงอยู่อย่างไร้บาปเพื่อช่วยพวกเรา«พระองค์ทรงทำให้บาปติดอยู่แต่เพียงเลือดเนื้อ« (พระธรรมโรม8:3) เมื่อเราสารภาพและเลิกทำบาปพระเจ้าทรงอภัยให้ด้วยพระกรุณาทรงมอบพลังแก่พวกเราเพื่อเอาชนะบาปในชีวิต«ถ้าเราสารภาพบาปพระองค์ผู้ทรงธรรมย่อมทรงอภัยและทรงชำระเราจากเหล่าอธรรมทั้งหลาย« (I จอห์น1:9)

การไถ่บาปคือสิ่งประทานจากพระเจ้าทำให้เหล่าชายหญิงพ้นจากบาปและความตายได้อยู่รวมกับพระองค์ในดินแดนอันเป็นนิรันดร์ผู้มาฟังนักบุญปีเตอร์เทศน์ในวันเพนเทคอสต์ถามว่าทำอย่างไรจึงจะพ้นจากบาปท่านตอบว่า«จงสำนึกผิดและรับศีลล้างบาปในนามของพระเยซู เพื่อรับการอภัยในบาปและท่านจะได้รับพรประทานจากพระจิตศักดิ์สิทธิ์« (กิจการ2:38) การไถ่บาปประกอบด้วยสามขั้นตอนดังนี้1. สำนึกผิด2. รับศีลล้างบาป3. รับพรประทานจากพระจิตศักดิ์สิทธิ์การสำนึกผิด หมายถึงการเปลี่ยนความคิดในเรื่องที่เราทำผิดไปเลิกทำบาปและยอมรับพระเจ้าการรับศีลล้างบาป หมายถึงการเกิดใหม่โดยการรวมเป็นหนึ่งกับพระเจ้าและการรับพรประทานจากพระจิตศักดิ์สิทธิ์ หมายถึงการรับพระจิตทำให้เราได้เริ่มชีวิตใหม่กับพระเจ้าเพื่อติดตามแนวทางของพระองค์

การพ้นบาปจำเป็นต้องเชื่อศรัทธาพระเยซูพวกเราไม่สามารถไถ่บาปได้ด้วยตัวเองการไถ่บาปคือ«ความเชื่อมั่นศรัทธาผ่านความรัก«อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตการไถ่บาปมาจากเรื่องในอดีตที่พระเยซูทรงสละพระชนม์ชีพและทรงฟื้นจากความตายเพื่อช่วยพวกเราเป็นเรื่องในปัจจุบันที่เราจะได้รับการไถ่บาปด้วยความเชื่อศรัทธาในการรวมกับพระองค์ด้วยพลังแห่งพระจิตศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องในอนาคตที่เราจะยังต้องได้รับการช่วยให้พ้นบาปจนกว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาเป็นครั้งที่สอง

พิธีศีลล้างบาปเป็นวิธีที่ทำให้เราได้รวมเป็นหนึ่งกับพระเจ้าการพ้นบาปเริ่มต้นโดยการชำระด้วยน้ำในพิธีศีลล้างบาปนักบุญพอลสอนในพระธรรมโรม6:1-6 ว่าในพิธีศีลล้างบาปเรารับรู้การสละพระชนม์ชีพและการฟื้นคืนจากความตายของพระเยซูในพิธีนั้นบาปของเราจะได้รับการยกโทษและเราจะได้รับพลังเพื่ออยู่ร่วมกับพระเยซูในชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์ศาสนจักรออร์โธด็อกซ์ทำพิธีศีลล้างบาปด้วยการลงจุ่มแช่น้ำทั้งตัว

ในปัจจุบันมีบางท่านมองว่าพิธีศีลล้างบาปเป็นเพียง “สัญญะภายนอกในการแสดงความศรัทธาต่อพระเยซูแต่ความคิดเช่นนี้ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์หรือในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลบางท่านมองว่าเป็นเพียงแค่พิธีที่ปฏิบัติตามคำสอนของพระเยซูเท่านั้น(เทียบจากหนังสือมัทธิว28:19-20) หรือบางท่านถึงกับละเลยพระคัมภีร์โดยปฏิเสธถึงความจำเป็นของพิธีศีลล้างบาปทางศาสนาเห็นว่าความคิดที่่ว่าเหล่านี้ทำให้ผู้คนเสียศรัทธาในความจำเป็นของพิธีศีลล้างบาปขอยืนยันว่าพิธีนี้ทำให้ได้รวมเป็นหนึ่งกับพระเยซูคริสต์ และพิธีนี้เป็นส่วนหนึ่งในศาสนาจักรของพระองค์

การเกิดใหม่คือการรับชีวิตใหม่เป็นวิธีในการเข้าสู่อาณาจักรแห่งพระเจ้าและศาสนาจักรของพระองค์พระเยซูตรัสว่า«ถ้าไม่ได้เกิดใหม่โดยรับน้ำและพระจิตแล้ว จะไม่สามารถเข้าไปสู่อาณาจักรแห่งพระเจ้าได้« (จอห์น3:5) ตลอดมาทางศาสนจักรตีความว่าน้ำ ที่ว่าคือน้ำในพิธีศีลล้างบาป และพระจิต ก็คือพระจิตศักดิ์สิทธิ์การเกิดใหม่เกิดขึ้นในพิธีศีลล้างบาปกล่าวคือในพิธีเราตายพร้อมกับพระเยซูถูกฝังกับพระองค์และฟื้นคืนมาเฉกเช่นพระองค์จากนั้นเราจะได้รวมกับพระองค์ในพระฉายาของมนุษย์ผู้มีเกียรติ(กิจการ2:38; พระธรรมโรม6:3-4) การเกิดใหม่ต้องเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับพิธีศีลล้างบาปเท่านั้นความเชื่อที่ว่ามีการเกิดใหม่รูปแบบอื่นที่ไม่ผ่านพิธีศีลล้างบาปเป็นสิ่งที่ไม่มีข้อพิสูจน์ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล

การให้เหตุผลสนับสนุนในพระคัมภีร์หมายความว่าจากการเสียสละของพระเยซูทำให้พระเจ้าทรงให้อภัยมนุษย์และเราได้รับความชอบธรรมในการมีชีวิต การให้เหตุผลสนับสนุนนี้ ไม่ได้แปลว่าการเสียสละครั้งหนึ่งของพระเยซูจะช่วยได้หมดทุกคนและก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ผู้ไร้ความชอบธรรมกลายเป็นผู้ชอบธรรมได้แต่เหตุผลที่สนับสนุนการไถ่บาปนี้ คือการดำรงชีวิตตามวิถีของพระเยซูชาวคริสต์จักต้องแสวงหาชีวิตที่ชอบธรรมด้วยพลังที่ได้รับจากพระเจ้าเพื่อเชื่อพระองค์อย่างต่อเนื่อง

การชำระให้บริสุทธิ์ จะได้รับในขั้นตอนการชำระและทำให้บริสุทธิ์โดยพระเยซูด้วยพระจิตศักดิ์สิทธิ์เราจะบริสุทธิ์ดังเช่นนักบุญและจะดำเนินชีวิตตามวิถีแห่งพระเจ้าเมื่อได้รับพรประทานจากพระจิตศักดิ์สิทธิ์เราจะได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ เราร่วมกับพระเจ้าช่วยเหลือและดำเนินตามคำสอนของพระองค์และเราจะประเสริฐดังเช่นพระองค์

พระคัมภีร์ไบเบิ้ลคือพระวัจนะอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า(II ธิโมธี3:16)และเป็นส่วนสำคัญในการเผยพระองค์แก่มวลมนุษย์ พระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมบอกประวัติศาสตร์ของการเผยสิ่งต่างๆจากพระเจ้าแก่มนุษย์ตั้งแต่การเนรมิตจนถึงยุคศาสดาพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่บันทึกการประสูติและเรื่องราวของพระเยซูรวมถึงงานเขียนของอัครสาวกอีกทั้งยังกล่าวถึงประวัติการก่อตั้งศาสนจักรตอนต้นและเป็นพื้นฐานของหลักคำสอนอัครสาวกแม้ว่าทางศาสนจักรอ่านพระคัมภีร์มาตั้งแต่สมัยแรกๆที่เริ่มมีการบันทึกแต่การจัดเรียบเรียงพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ที่เก่าแก่ที่สุดและตรงกับที่เรารู้จักในปัจจุบันมาจากหลักศาสนาข้อที่33 จากการประชุมสภาท้องถิ่นเมืองคาร์เธจในปี.. 318 และส่วนหนึ่งของจดหมายนักบุญอธานาสิอุสแห่งอเล็กซานเดรียที่เขียนขึ้นในปี.. 367 ทั้งสองแหล่งมีการเรียงลำดับเนื้อหาพระคัมภีร์ใหม่อย่างครบถ้วนในการประชุมสภาท้องถิ่นครั้งหนึ่งในโรมปี.. 382 มีการรวมพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมและพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ทั้งหมดเข้าด้วยกันพระคัมภีร์เป็นส่วนสำคัญของการสักการะบูชาและการอุทิศในศาสนาคริสต์ออร์โธด็อกซ์

การสักการะบูชาคือการแสดงความสรรเสริญยกย่องและการขอบคุณพระเจ้า ซึ่งหมายถึงพระบิดาพระบุตรและพระจิตศักดิ์สิทธิ์มนุษย์ทุกคนได้รับมอบหมายให้สักการะพระเจ้าการสักการะบูชามีความหมายมากกว่าการแสดงออกการฟังเทศน์หรือการร้องเพลงสวดการสักการะบูชาที่ถูกต้องในศาสนาคริสต์ออร์โธด็อกซ์ คือการสวดร่วมกันขอบคุณพระเจ้าและยกย่องพระเจ้าในพิธีที่ประกอบโดยศาสนจักรโดยต้องประกอบที่แท่นพิธีศักดิ์สิทธิ์เพื่อจะได้เข้าถึงพระองค์

จากคำในพิธีสวดว่า«แด่พระองค์ผู้ทรงศิริผู้ทรงศรีและทรงค่าแด่การสักการะบูชาแด่พระบิดาพระบุตรและพระจิตศักดิ์สิทธิ์บัดนี้และชั่วนิตย์นิรันดร์อาเมน«ในการสักการะเราสัมผัสและรู้สึกถึงอาณาจักรนิรันดรของพระองค์เราร่วมบูชาไปกับเหล่าทูตสววรค์ เราสัมผัสถึงพระศิริอันรุ่งโรจน์ในการปฏิบัติตามพระคริสต์ด้วยความจริงแท้

พิธีสวดเป็นคำอธิบายการสักการะบูชาพระเจ้าซึ่งดำเนินโดยศาสนจักรในภาษาอังกฤษคำว่าliturgy มาจากภาษากรีกแปลว่าหน้าที่พื้นฐาน” การอ้างถึงการสักการะบูชาในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลทั้งหมดมีความเกี่ยวเนื่องกับพิธีสวด

ในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมพระเจ้าทรงมอบหมายให้เราประกอบพิธีสวดและมีแบบแผนของการสักการะบูชามีคำอธิบายอย่างละเอียดในหนังสืออพยพและเลวีนิติในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ ศาสนจักรยังคงประกอบพิธีสวดตามแบบเดิมเช่นเดียวกับในสุเหล่าและวัดของอิสราเอล แต่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบบางอย่างตามพระประสงค์ของพระเยซูหลายศตวรรษผ่านไป พิธีสวดของศาสนาคริสต์ออร์โธด็อกซ์มีการเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อยแต่ยังคงรูปแบบหลักของการสักการะบูชาเดิมองค์ประกอบหลักในพิธีสวดได้แก่เพลงสวดการอ่านคำสอนผู้สวดและศีลมหาสนิทสำหรับชาวคริสต์ออร์โธด็อกซ์คำว่าliturgy หรือdivine liturgy หมายถึงพิธีศีลมหาสนิทซึ่งก่อตั้งโดยพระเยซูในเหตุการณ์พระกระยาหารครั้งสุดท้าย

พิธีศีลมหาสนิทในภาษาอังกฤษคำว่าEucharist แปลตามตัวอักษรว่าขอบคุณพระเจ้าและเป็นคำไวพจน์ของคำว่าHoly Communion ทั้งสองคำหมายถึงพิธีศีลมหาสนิทซึ่งเป็นพิธีหลักในการสักการะของศาสนาคริสต์ออร์โธด็อกซ์เนื่องจากพระเยซูตรัสถึงขนมปังและไวน์ในพระกระยาหารครั้งสุดท้ายว่านี่คือมังสาของเรา” “นี่คือโลหิตของเรา และจงทำสิ่งนี้เพื่อระลึกถึงเรา(ลุค22:19-20) เหล่าสานุศิษย์เชื่อและปฏิบัติตามคำตรัสของพระองค์ในพิธีศีลมหาสนิท เรารับประทานพระมังสาและดื่มพระโลหิตของพระเยซูซึ่งมอบพลังจากพระองค์แก่เราการฉลองพิธีศีลมหาสนิทเป็นพิธีหลักของศาสนจักรตั้งแต่ยุคแรกมาชาวคริสต์ในยุคต้นเรียกพิธีศีลมหาสนิทว่า«โอสถแห่งความอมตะ» เพราะพวกเขาระลึกถึงพระกรุณาอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงประทานให้

การยกย่องนับถือสหพันธ์นักบุญเมื่อชาวคริสต์เสียชีวิตจากในโลกนี้ พวกเขายังคงเป็นส่วนสำคัญในศาสนจักรของพระเยซูคริสต์ ยังมีชีวิตอยู่กับพระเจ้าและลงทะเบียนเข้าสู่สวรรค์(ฮีบรู12:23) พวกเขาสักการะบูชาพระเจ้า(วิวรณ์4:10) และอาศัยอยู่ในสวรรค์(จอห์น14:2) ในพิธีศีลมหาสนิทเราเข้าไปยังอาณาจักรแห่งพระเจ้าและร่วมกับบรรดานักบุญในการสักการะบูชาพระเจ้า(ฮีบรู12:22) บรรดานักบุญคือหมู่มวลมหาเหล่าพยานผู้มารายล้อม และเราทำตามอย่างพวกท่าน “ผู้มาก่อนเรา(ฮีบรู12:1) การปฏิเสธหรือละเลยการยกย่องนับถือสหพันธ์นักบุญคือการไม่ยอมรับว่าผู้ที่จากโลกนี้ไปแล้วยังคงอยู่และเป็นส่วนหนึ่งในอาณาจักรของพระเจ้า

การสารภาพบาปคือการที่มนุษย์ยอมรับบาปต่อพระพักตร์ของพระเจ้าในภาษาอังกฤษคำว่า confession มีความหมายตามอักษรว่าการยอมรับกับ” พระเจ้าเกี่ยวกับบาปของเรานักบุญเจมส์อัครทูตเตือนให้พวกเราสารภาพบาปต่อพระพักตร์ของพระเจ้าผ่านทางบาทหลวง(เจมส์5:16) อีกคำแนะนำคือ สารภาพบาปโดยตรงต่อพระเจ้า(I จอห์น1:9) ศาสนจักรออร์โธด็อกซ์มักยึดถือหลักปฏิบัติจากพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่โดยให้สารภาพบาปต่อหน้าบาทหลวงหรือสารภาพโดยตรงต่อพระเจ้าการสารภาพบาปเป็นหนึ่งในวิธีหลักของการสำนึกผิด และเป็นการรับรองว่าแม้บาปอันเลวร้ายที่สุดก็ยังได้รับการให้อภัยนอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในวิธีช่วยอันทรงพลังที่สุดในการละวางและเอาชนะบาปเหล่านั้น

วินัยเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาความบริสุทธิ์และความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนจักร เพื่อส่งเสริมให้ผู้ที่ไม่เชื่อฟังคำตักเตือนยอมสารภาพและละวางบาปการลงโทษทางวินัยของศาสนจักรมักหมายถึงการขับออกจากศาสนา (บัพพาชนียกรรม) ในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่มีบันทึกเกี่ยวกับการใช้วินัยเรื่องบัพพาชนียกรรมว่า นักบุญพอลลงโทษชายผู้มีสัมพันธ์สวาทกับภรรยาของบิดาตนอย่างไร้ความสำนึกผิดด้วยการขับออกจากศาสนา(I โครินธ์5:1-5) นักบุญจอห์นอัครทูตเตือนว่า เราไม่ต้อนรับผู้มีเจตนาปฏิเสธความจริงแห่งพระคริสต์เข้าสู่บ้านของเรา (II จอห์น9,10) ตลอดระยะเวลาที่่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ ศาสนจักรออร์โธด็อกซ์ใช้วินัยตามความจำเป็นด้วยเมตตาธรรม เพื่อให้กลับใจและช่วยให้คนของพระเจ้าได้ใช้ชีวิตบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ ไม่เคยใช้วินัยเพื่อการลงโทษ

พระแม่มารีย์ชาวคริสต์ออร์โธด็อกซ์เรียกพระนางว่า ธีโอโตคอส(Theotokos) แปลว่า “พระผู้ให้กำเนิดพระเจ้า”หรือ ”พระมารดาของพระเจ้า”เพราะพระนางทรงให้กำเนิดพระบุตรแห่งพระเจ้าในพระครรภ์และพระบุตรทรงได้ความเป็นมนุษย์จากพระนางเอลิซาเบธ มารดาของนักบุญจอห์นผู้ให้ศีลล้างบาปได้ประจักษ์แก่ความจริงนี้และขนานนามพระแม่มารีย์ว่าพระมารดาของพระเจ้า(ลุค1:43) พระแม่มารีย์ได้ตรัสเกี่ยวกับพระนางเองว่ามนุษย์ทุกยุคทุกสมัยจงเรียกเราว่าผู้ได้รับพร(ลุค1:48) ดังนั้นพวกเราชาวคริสต์ออร์โธด็อกซ์จึงเรียกพระนางว่าผู้ได้รับพรพระนางมารีย์ทรงมีชีวิตอันบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ พวกเราเคารพบูชาพระนางเป็นต้นแบบของความศักดิ์สิทธิ์อันสูงส่งพระนางทรงได้รับการไถ่บาปเป็นคนแรก ทรงเป็นพระมารดาของเหล่ามนุษยรุ่นใหม่ที่ได้รับการไถ่บาปจากพระบุตร เป็นเรื่องแปลกสำหรับชาวคริสต์ออร์โธด็อกซ์เมื่อชาวคริสต์บางคนที่อ้างว่าเชื่อพระคัมภีร์ไบเบิ้ลไม่เคยเรียกพระนางว่าผู้ได้รับพร หรือไม่เคยแม้แต่จะเคารพยกย่องพระนางผู้ทรงให้กำเนิดพระบุตรและทรงเป็นผู้ซึ่งเลี้ยงดูพระบุตรในร่างมนุษย์

การสวดภาวนาถึงเหล่านักบุญเป็นสิ่งที่ศาสนจักรออร์โธด็อกซ์แนะนำให้ทำเนื่องจากความตายทางร่างกายไม่ใช่จุดจบของชาวคริสต์แต่เป็นเส้นทางอันมีเกียรติสู่สวรรค์ชาวคริสต์ไม่ได้เลิกเป็นส่วนหนึ่งของศาสนจักรเมื่อตายพระเจ้าทรงไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น พระองค์ไม่ได้ทรงอยู่ห่างไกลออกไปหรือทรงเพิกเฉยจนถึงวันพิพากษา

ศาสนจักรที่แท้จริงประกอบไปด้วยทุกคนทั้งในสวรรค์และบนโลกที่เชื่อพระคริสต์ไม่เพียงแต่คนบนโลกเท่านั้นผู้ที่อยู่ในสวรรค์ก็ยังมีชีวิตอยู่กับพระเจ้า สักการะบูชาพระเจ้ายังสวดให้กับทุกคนที่อยู่ในโบสถ์และบางทีอาจสวดให้กับทุกคนบนโลกด้วย(เอเฟซัส6:8; วิวรณ์8:3) ดังนั้นเราจึงสวดภาวนาถึงเหล่านักบุญผู้ล่วงลับเพื่อขอให้พวกท่านสวดให้เราอีกทั้งยังขอให้เพื่อนชาวคริสต์บนโลกสวดให้พวกเรา

การสืบตำแหน่งต่อจากอัครสาวก เป็นปัญหาสำคัญตั้งแต่ในสมัยศตวรรษที่สองไม่ใช่แค่เรื่องหลักเกณฑ์แต่เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความศรัทธาอาจเกิดผู้นำศาสนาตัวปลอมที่อ้างว่าตนคือผู้แทนที่มีอำนาจในคริสตจักรและอ้างอำนาจจากพระเจ้าหรือตั้งการสืบต่อกันเอง เพื่อตอบโต้เรื่องดังกล่าวทางศาสนจักรในยุคต้นยืนกรานให้มีการสืบตำแหน่งอัครสาวกจากรุ่นสู่รุ่น มีการบันทึกสายการสืบตำแหน่งที่แสดงว่าพระสงฆ์ได้รับการบวชมาจากผู้สืบสายอัครสาวกที่พระเยซูทรงเลือก

การสืบตำแหน่งต่อจากอัครสาวกเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการรักษาเอกภาพของศาสนจักร ผู้สืบตำแหน่งต้องแน่ใจว่าการสอนและการปฏิบัติทั้งหมดในศาสนจักรสืบสายตรงมาจากอัครสาวกของพระเยซูแต่เดิมความเชื่อส่วนบุคคลไม่สามารถใช้พิจารณาได้ว่าเป็นหลักฐานเพียงพอของความถูกต้อง ทุกวันนี้มีผู้วิจารณ์โดยที่ไม่ได้มองจากในประวัติของการสืบตำแหน่ง เพียงแค่หาอัตลักษณ์ของตนในคริสตจักรตอนต้นเท่านั้น

สภาแห่งศาสนจักรในหนังสือกิจการบันทึกว่าช่วงต้นของศาสนาคริสต์เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่เกี่ยวกับการที่ชาวคริสต์ยังยึดถือกฎระเบียบยิวเรื่องการไถ่บาปดังนั้นอัครสาวกและบรรดาบาทหลวงจึงมาประชุมกันในสภาเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว(กิจการ15:6) สภานี้จัดตั้งขึ้นที่กรุงเยรูซาเล็ม มีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกประชุมเกี่ยวกับปัญหานี้ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมาของศาสนาคริสต์ มีการประชุมสภาหลายร้อยครั้งทั้งสภาท้องถิ่นและสภาสากลมีการประชุมสภาที่สำคัญมากอยู่เจ็ดครั้งเรียกว่าสภาสังคายนาสากล กล่าวคือหมายถึงศาสนจักรทั้งหมดเนื่องจากเชื่อว่าพระเจ้าตรัสผ่านสภาสังคายนาสากล ศาสนจักรออร์โธด็อกซ์จึงนำคำสอนมาใช้เพื่อเป็นแนวทางแห่งศรัทธาและการปฏิบัติ

หลักข้อเชื่อภาษาอังกฤษคำว่าcreed มาจากภาษาละตินว่าcredo แปลว่าข้าพเจ้าเชื่อ”ในศาสนาคริสต์ยุคแรกๆหลักข้อเชื่อเป็นเพียงสิ่งที่ชาวคริสต์เชื่อ ณ ขณะนั้น ยังไม่ใช่หลักข้อเชื่อที่ประกาศอย่างเป็นทางการโดยศาสนจักร หลักข้อเชื่อที่ว่าปรากฏตั้งแต่ในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ ตัวอย่างเช่น นักบุญพอลอ้างถึงหลักข้อเชื่อเพื่อเตือนทิโมธีว่า พระเจ้าทรง​เผยพระองค์ในร่างมนุษย์(I ทิโมธี3:16) ส่วนหลักข้อเชื่อที่ผ่านสภาสากลแห่งศาสนจักรมีไว้เพื่อต่อสู้กับลัทธินอกรีต

หลักข้อเชื่อที่สำคัญที่สุดในคริสตจักรคือ หลักข้อเชื่อไนซีน(Nicene Creed) มาจากสภาสังคายนาสากลสองครั้งในศตวรรษที่4 จำแนกเรื่องข้อโต้แย้งเกี่ยวกับชีวิตและความตายมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระตรีเอกานุภาพจากคำสอนในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ ปกป้องความจริงเรื่องธรรมชาติความเป็นพระเจ้าของพระเยซู เพื่อต่อต้านผู้ที่ลดทอนให้พระองค์เป็นเพียงมนุษย์ สภาสังคายนาสากลลงมติว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าในร่างมนุษย์ กล่าวคือทรงมีสาระเดียวกันกับพระบิดา หลักข้อเชื่อต่างๆ ให้การตีความพระคัมภีร์ที่ถูกต้องแน่นอน ต่อต้านผู้บิดเบือนพระคัมภีร์เพื่อสนับสนุนนิกายของตนหลักข้อเชื่อไนซีนเป็น “สัญลักษณ์แห่งศรัทธา” ใช้ในพิธีกรรมต่างๆ ของศาสนจักร และเตือนให้ชาวคริสต์ออร์โธด็อกซ์ยึดถือความเชื่อที่ถูกต้อง

สิ่งประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อศาสนจักรเริ่มก่อตั้งได้ไม่นาน พระเจ้าทรงส่งพระจิตศักดิ์สิทธิ์ให้พรแก่อัครสาวกและเหล่าผู้ติดตาม เพื่อช่วยก่อตั้งศาสนจักรและให้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สิ่งประทานที่กล่าวถึงในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ได้แก่ ความเป็นสานุศิษย์ การพยากรณ์ การเผยแพร่ศาสนา การเทศน์ คำสอน การรักษา การช่วยเหลือ การปกครอง ความรู้ ปัญญา ภาษา และการตีความในภาษา ศาสนจักรออร์โธด็อกซ์กล่าวถึงและยอมรับสิ่งประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ต่างๆ ความจำเป็นของสิ่งประทานเหล่านี้แตกต่างกันไปตามกาลเทศะ หลักฐานที่แสดงถึงสิ่งประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้มากที่สุดอยู่ในพิธีสวดและพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ของศาสนจักร

การมาเสด็จมาครั้งที่สอง ท่ามกลางการคาดการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซูในแวดวงคริสตจักร ความเชื่อของศาสนจักรออร์โธด็อกซ์เป็นความเชื่อมูลฐาน ชาวคริสต์ออร์โธด็อกซ์เชื่อว่าพระเยซู ”จะเสด็จมาอีกเพื่อพิพากษาคนเป็นและคนตาย” และ “อาณาจักรของพระองค์จะไม่มีที่สิ้นสุด” การเทศน์ของศาสนจักรออร์โธด็อกซ์ไม่พยายามพยากรณ์เวลาที่พระองค์จะเสด็จกลับมาเยือน แต่เตือนให้ชาวคริสต์ใช้ชีวิตตามระเบียบแบบแผนเพื่อจะได้มั่นใจเมื่อพระองค์เสด็จมา (I จอห์น 2:28)

สวรรค์คือสถานที่ซึ่งพระเจ้าทรงพำนัก อยู่เหนือพิกัดเวลาและปริภูมิ เป็นที่อาศัยของบรรดาทูตสวรรค์และเหล่านักบุญผู้ล่วงลับ เรามีการสวดว่า พระบิดาผู้ทรงสถิตอยู่บนสวรรค์ชาวคริสต์มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ แต่จิตวิญญาณอยู่ในอาณาจักรแห่งสรวงสวรรค์ซึ่งเป็นบ้านที่แท้จริง สวรรค์ไม่ได้อยู่แต่เพียงในอนาคต และก็ไม่ได้อยู่ห่างไกลออกไปหลายล้านปีแสงนอกจักรวาล สำหรับชาวออร์โธด็อกซ์แล้ว สวรรค์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวคริสต์และการสักการะบูชาพระเจ้า สถาปัตยกรรมโบสถ์ออร์โธด็อกซ์ได้รับการออกแบบให้เปรียบเสมือนสรวงสวรรค์ พิธีศีลมหาสนิทคือการสักการะแห่งสวรรค์ ซึ่งก็คือสวรรค์บนโลกนั่นเอง นักบุญพอลสอนว่า เราคืนชีพพร้อมกับพระคริสต์ในสวรรค์ (เอเฟซัส 2:6)เพื่อนมนุษย์พร้อมกับเหล่านักบุญและบรรดาสมาชิกในบ้านของพระเจ้า” (เอเฟซัส 2:19) ณ จุดสิ้นสุดของเวลา สวรรค์แห่งใหม่และโลกแห่งใหม่จะได้รับการเปิดเผย (วิวรณ์ 21:1)

นรกถึงจะไม่เป็นที่นิยมในความเชื่อของคนสมัยใหม่แต่นรกมีอยู่จริง ศาสนจักรออร์โธด็อกซ์เข้าใจว่านรกคือที่แห่งความทุกข์ทรมานชั่วนิรันดร์สำหรับผู้มีเจตนาปฏิเสธพระเจ้า ครั้งหนึ่งพระเยซูเคยตรัสว่า “หากมือทำให้ท่านทำบาป จงตัดมือออกเสีย ย่อมดีกว่าที่จะอยู่อย่างพิการ แทนที่จะมีทั้งสองมือแต่ต้องตกลงไปในนรก ในเพลิงที่ไม่มีวันดับ”(มาร์ค 9:44-45) ทรงลองถามผู้ที่แสร้งเชื่อพระองค์ว่า “ท่านจะหนีพ้นจากนรกได้อย่างไร”(มัทธิว 23:33) และคำตอบของพระองค์ก็คือ “พระเจ้าไม่ได้ทรงส่งพระบุตรมายังโลกเพื่อลงโทษ แต่เพื่อให้พระองค์ทรงมาช่วย” (จอห์น 3:17) วันพิพากษาจะมาถึงและจะมีสถานที่สำหรับลงโทษผู้มีจิตใจต่อต้านพระเจ้า ผู้ใดใช้เจตน์จำนงเสรีของตนในการปฏิเสธพระกรุณาและพระเมตตาของพระองค์จะต้องทนทุกข์กับผลลัพธ์ของทางเลือกนั้นชั่วนิรันดร์

การเนรมิต ชาวคริสต์ออร์โธด็อกซ์เชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้เนรมิตสวรรค์และโลก (ปฐมกาล 1:1, หลักข้อเชื่อไนซีน) ทุกสิ่งทุกอย่างพระเจ้าทรงสร้างขึ้นทั้งหมด ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเอง เราเข้าใจได้ด้วยศรัทธาว่าโลกทั้งหลายเป็นรูปเป็นร่างได้ด้วยพระวจนะของพระเจ้า(ฮีบรู 11:3) ชาวคริสต์ออร์โธด็อกซ์ไม่ได้เชื่อว่าพระคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นตำราวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการสร้างอย่างที่บางท่านเข้าใจผิด หากแต่เป็นการเปิดเผยของพระเจ้าและเป็นการไถ่บาปของพระองค์ และถึงแม้ตำราวิทยาศาสตร์อาจมีประโยชน์แต่ก็ไม่ใช่การเปิดเผยของพระเจ้า วิทยาศาสตร์อาจมีข้อเท็จจริงบางอย่างและทฤษฎีเชิงคาดคะเน แต่ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ย่อมมีข้อผิดพลาด ชาวคริสต์ออร์โธด็อกซ์ไม่ได้สร้างกำแพงกั้นระหว่างวิทยาศาสตร์กับศรัทธา แต่มองว่าการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้คือแรงดลใจที่ดีในการเข้าถึงศรัทธา เพราะความจริงทั้งหมดมาจากพระเจ้า

Перейти к верхней панели